วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

บล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย – Wikipedia
สรุปง่ายๆ Blog ก็คือ Website รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่บนสุด ส่วนเรื่องเก่าสุดก็จะอยู่ด้านล่างสุด
Blog อาจจะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นของ ไดอารี่ online ก็เป็นได้ โดย Blog จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ซึ่ง ไดอารี่ ก็ถือว่าเป็น Blog ในรูปแบบหนึ่ง
Blog ส่วนใหญมักจะเขียนโดยคนเพียงคนเดียว แต่ก็มีไม่น้อยที่เขียนเป็นกลุ่ม โดยอาจจะมีเรื่องราวเฉพาะไปที่ๆเรื่องประเภทเดียว หรือบางทีก็หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องราวที่เขียนขึ้นมานาน จะถูกเก็บรวบรวมเป็น Archives เก็บไว้ โดยมักจะแสดงผลเป็น link ในรูปแบบ วันเดือนปี เพื่อให้เราสามารถกดเข้าไปดูได้ ก็ไม่ต้องตกใจว่าที่หน้าแรกของ Blog บางทีก็มีเรื่องแสดงแค่ 10 เรื่องก็หมดแล้ว เพราะบางทีใน Archives อาจมีเรื่องอยู่ในนั้นอีกเป็นร้อยๆ โดยที่เราต้องเข้าไปดู
Blog มักจะมาคู่กับระบบ Comment ที่เปิดโอกาสให้คนอ่าน สามารถ Comment ข้อความต่อท้ายในเรื่องที่เรา post ได้ คล้ายๆรูปแบบของ Webboard ไม่ว่าจะเป็นติชม แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือบอกแหล่งข้อมูลใหม่ๆ หรืออาจจะแค่ทักทายเจ้าของ ฺBlog ก็เป็นได้ ถ้าคุณลองเลื่อนไปดูด้านล่างของเรื่องนี้ จะพบช่องให้กรอก Comment ทิ้งข้อความไว้ให้ผมได้ :D
Blog อาจจะมีบริการทั้งเสียเงิน และไม่เสียเงิน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการให้บริการ ซึ่งมักจะติดตั้ง Tool ให้เราสามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากมายนัก
โดยส่วนใหญ่แล้ว Blog หลายๆที่มักจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และลึก เนื่องจากเจ้าของ Blog มักจะนำข้อมูลที่ตัวเองรู้ หรือประสบการณ์มาถ่ายทอด โดยค่อนข้างเป็นกันเอง
แต่ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ๆ ก็หันมามี Blog เป็นของตัวเองกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Google , Yahoo เพราะ Blog สามารถทำตัวเป็น PR ให้กับบริษัทได้ โดยสร้างความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่มีพิธีอะไรมาก สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องเป็นทางการมากนัก และลูกค้าก็ชอบที่จะติดต่อสื่อสารผ่านทาง Blog ด้วย
ปัจจุบันในเมืองไทยมีผู้ให้บริการ Blog อยู่หลายที่ เช่น Bloggang, exteen หรือ BlogKa
หรือต่างประเทศเช่น Blogger, WordPress, MySpaceแล้ววันนี้คุณมี Blog ของตัวเองแล้วหรือยัง?

หมวดหมู่: Blog Tips

เรื่องอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้อง

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7

แผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงาน เพื่อระบายความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลัน เพื่อปรับสมดุลย์ของเปลือกโลกให้คงที่ สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นจัดแบ่งได้ 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่ง เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ำในเขื่อนและแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น ชนิดที่สองเป็นแผ่นดินไหวจากธรรมชาติ

[แก้ไข] สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว

สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นจัดแบ่งได้ 2 ชนิด
- ชนิดที่หนึ่ง เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ำในเขื่อนและแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น
- ชนิดที่สองเป็นแผ่นดินไหวจากธรรมชาติ ซึ่งมีทฤษฎีกลไกการเกิดแผ่นดินไหวอันเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน 2 ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีที่ว่าด้วยการขยายตัวของเปลือกโลก (Dilation source theory) อันเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้งโก่งงออย่างฉับ พลันและเมื่อวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว 2. ทฤษฎีที่ว่าด้วยการคืนตัวของวัตถุ (Elastic rebound theory) เชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการสั่นสะเทือนอันเป็นเหตุผลมาจากการเคลื่อนตัว ของรอยเลื่อน (Fault)
ดังนั้นเมื่อเกิดการเคลื่อนที่ถึงจุดหนึ่งวัตถุจึงขาดออกจากกัน และเสียรูปอย่างมากพร้อมกับการปลดปล่อยพลังงานออกมา และหลังจากนั้นวัตถุก็คืนตัวกลับสู่รูปเดิม ทฤษฎีนี้สนับสนุนแนวความคิดที่เชื่อว่าแผ่นดินไหวมีกลไกการกำเนิดเกี่ยวข้อง โดยตรงและใกล้ชิดกับแนวรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ที่เกิดขึ้น จากผลพวงของการแปรสัณฐานของเปลือกโลก (Plate tectonics) เปลือกโลกของเราประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลก จำนวนประมาณ 12 แผ่นใหญ่ ทั้งที่เป็นแผ่นมหาสมุทรและแผ่นทวีป ซึ่งมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาต่อให้บางแผ่นมีการเคลื่อนแยกออกจากกัน บางแผ่นเคลื่อนเข้าหาและมุดซ้อนเกยกัน และบางแผ่นเคลื่อนเฉียดกัน อันเป็นบ่อเกิดของแรงเครียดที่สะสมไว้ภายในเปลือกโลกนั้นเอง

[แก้ไข] ขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude)

คือปริมาณพลังงานซึ่งปล่อยออกมาจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว โดยวัดความสูงของคลื่นแล้วนํามาคํานวณ ในสูตรการหาขนาด ซึ่งคิดค้นโดย ริคเตอร์ จึงเรียกว่า มาตราริคเตอร์

[แก้ไข] ความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity)

วัดโดยใช้ความรู้สึกจากการสั่นสะเทือน การสํารวจความเสียหาย ซึ่งปรากฏในแต่ละแห่ง โดยเทียบจากมาตราวัดอันดับความสะเทือน ซึ่งเรียกว่า มาตราเมอร์เคลลี

[แก้ไข] ลักษณะของคลื่นแผ่นดินไหว

ความสั่นสะเทือนของพื้นดินนั้นมีลักษณะการเคลื่อนตัวของอนุภาคหินหรือดิน แบบ 3 มิติ คือสามารถวัดการเคลื่อนตัวในแนวระนาบของทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และแนวดิ่ง ทั้งนี้คลื่นแผ่นดินไหวสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดความสั่นสะเทือน 2 แบบได้แก่ แบบวัดความเร็วของอนุภาคดินหรือหิน (Seismograph ) ซึ่งสามารถวิเคราะห์คลื่นแผ่นดินไหวเพื่อการกำหนดตำแหน่งศูนย์กลางแผ่นดิน ไหว ขนาด เวลาเกิด ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของโลก ลักษณะของแนวรอยเลื่อน กลไกการเกิดแผ่นดินไหว และแบบวัดอัตราเร่งของพื้นดินได้แก่ เครื่องวัดอัตราเร่งของพื้นดิน (Accelerograph ) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับงานด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว ในบริเวณพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว
คลื่นแผ่นดินไหวแบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่
คลื่นหลัก (Body Wave )เป็นคลื่นที่เดินทางอยู่ภายใต้โลก ได้แก่ คลื่น P อนุภาคของดินเคลื่อนที่ไปตามแนวแรง และคลื่น S อนุภาคดินเคลื่อนที่ไปตามแนวระนาบ ทิศเหนือใต้ และตะวันออกตะวันตก ความยาวช่วงคลื่นหลักอยู่ระหว่าง 0.01-50 วินาที
คลื่นผิวพื้น (Surface Wave) ได้แก่คลื่นเลิฟ (Love :LQ) อนุภาคดินเคลื่อนที่ในแนวระนาบเหมือนการเคลื่อนที่ของงูเลื้อย และคลื่น เรย์เลห์ (Rayleigh :LR) อนุภาคของดินเคลื่อนที่เหมือนคลื่น P แต่ ขณะเดียวกันมีการเคลื่อนตัวแบบย้อนกลับ ความยาวช่วงคลื่นผิวพื้นประมาณ 10-350 วินาที
ภาพ:A33.JPG
ภาพ:A44.JPG
ภาพ:A55.JPG

[แก้ไข] แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว

แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหรือบริเวณตำแหน่งศูนย์กลางแผ่นดินไหวส่วนใหญ่จะ อยู่ตรงบริเวณ
-แนวแผ่นดินไหวของโลก ตรงบริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลก ในกรณีของประเทศไทยแนวแผ่นดินไหวโลกที่ใกล้ๆ ได้แก่ แนวในมหาสมุทรอินเดีย สุมาตรา และ ประเทศเมียนมาร์
- แนวรอยเลื่อนต่างๆ ในกรณีประเทศไทยได้แก่ แนวรอยเลื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน พม่า จีนตอนใต้ สาธารณรัฐประชาชนลาว และเวียตนาม แนวรอยเลื่อนภายในประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก แสดงดังรูปที่ 7 ทำให้บริเวณนี้มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวมากกว่าบริเวณภาคอื่นๆ ที่น่าสังเกตคือแนวรอยเลื่อนบางแห่งเท่านั้นมีความสัมพันธ์กับเกิดแผ่นดิน ไหว เช่น รอยเลื่อนแพร่ รอยเลื่อน แม่ทา รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอยเลื่อนระนอง เป็นต้น ซึ่งในทางทฤษฎีถือว่าเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังและเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ได้ในหลายขนาด ขึ้นอยู่กับความยาวของการเคลื่อนตัว
-บริเวณที่มนุษย์มีกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว เช่น เหมือง เขื่อน บ่อน้ำมัน บริเวณที่มีการฉีดของเหลวลงใต้พื้นดิน บริเวณที่มีการเก็บกากรังสีเป็นต้น

ปัจจุบันความรู้ความเข้าใจในเรื่องของลักษณะรอยเลื่อนเพิ่มขึ้น รอยเลื่อนสามารถแบ่งออกตามลักษณะการเคลื่อนตัวในทิศทางต่างๆ ดังแสดงในรูปที่ 8 เนื่องจากรอยเลื่อนในประเทศไทยมีด้วยกันหลายแนว แต่รอยเลื่อนทุกแนวนั้นมิใช่เป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว มีเพียงบางแนวที่ยังเคลื่อนตัวได้ ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ขนาดของแผ่นดินไหวที่เกิดจากรอยเลื่อนจะมากหรือน้อยขึ้นกับความยาวของแนวรอย เลื่อน และระยะทางที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัว หรือระยะขจัด (Displacement) หากเคลื่อนตัวได้มากก็จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหวขนาด 7 ริคเตอร์ อาจมี ระยะขจัดประมาณใกล้เคียง 1 เมตรหรือมากกว่า
ภาพ:A77.JPG
ภาพ:A88.JPG


[แก้ไข] ภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหว

ภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหว สามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ 1. ภัยจากการสั่นไหวของพื้นดิน ก่อนให้เกิดการปรับตัวของดินที่ต่างกัน การพังทลายของดินและโคลนและการที่ดินมีสภาพกลายเป็นของเหลว
2. ภัยจากการยกตัวของพื้นดินในบริเวณรอยเลื่อน
3. ภัยที่เกิดจากคลื่นใต้น้ำที่เรียกว่า "Tsunami" คลื่นนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเลและมหาสมุทร ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง
4. ภัยจากไฟไหม้หลังการเกิดแผ่นดินไหว

[แก้ไข] มาตรการป้องกันและบรรเทาภัยจากแผ่นดินไหว

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว
1. ระดับหน่วยงาน
1.1 สนับสนุนให้มีการตรวจสภาพของอาคารสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาลหากไม่แข็งแรงให้มีการเสริมความแข็งแรง
1.2 สนับสนุนให้มีการออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารให้สามารถต้านทานแรงแผ่น ดินไหว
1.3 ซักซ้อมและเตรียมตัวรับภัยแผ่นดินไหว
2. ระดับบุคคล
2.1 หัวหน้าครอบครัวหรือเจ้าของบ้าน
2.1.1 ตรวจสภาพความปลอดภัยของบ้านและเครื่องใช้ภายในบ้าน ทำการยึดอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น ตู้และชั้นหนังสือ ยึดติดกับฝาบ้านหรือเสา
2.1.2 ซักซ้อมความพร้อมของสมาชิกในครอบครัว โดยกำหนดวิธีปฏิบัติตนในยามเกิดแผ่นดินไหว และกำหนดจุดนัดพบที่ปลอดภัยนอกบ้านไว้ล่วงหน้า
2.1.3 สอนสมาชิกในครอบครัวให้รู้จักตัดไฟ ปิดวาล์วน้ำและถังแก๊ส
2.1.4 แนะนำสมาชิกในครอบครัวให้เรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2.2 สมาชิกในครอบครัว
2.2.1 ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2.2.2 ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น
2.2.3 ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า
2.2.4 อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้
2.2.5 ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
2.2.6 ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมายในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้งในภายหลัง
2.2.7 สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว
2.2.8 ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน


[แก้ไข] ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว

ก่อนอื่นอย่าตกใจ และพยายามปลอบคนข้างเคียงให้อยู่ในความสงบ และคิดถึงวิธีการที่จะกู้สถานการณ์ และผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ถ้าอยู่ในอาคารให้ระวังสิ่งของที่อยู่สูงตกใส่ เช่น โคมไฟ ชิ้นส่วนอาคาร เศษอิฐ เศษปูนที่แตกออกจากเพดาร ให้ระวังตู้หนังสือ ตู้โชว์ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เลื่อนชนหรือล้มทับ ให้ออกห่างจากประตู หน้าต่าง และ กระจก ถ้าการสั่นไหวรุนแรงให้หลบอยู่ใต้โต๊ะ ใต้เตียง หรือมุมห้อง อย่าวิ่งออกมานอกอาคาร
2. ถ้าอยู่ในอาคารสูงให้หลบอยู่ใต้โต๊ะ อย่าใช้ลิฟท์
3. ถ้าอยู่นอกอาคารให้ออกห่างจากอาคารสูง กําแพง เสาไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ถ้าอยู่ในรถให้หยุดรถในที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด

[แก้ไข] วิธีปฏิบัติและป้องกันตนเอง

1. อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบสุข ถ้าท่านอยู่ในบ้าน ถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน
2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากและระเบียบและหน้าต่าง
3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็ว หนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอก คือ ที่โล่งแจ้ง
5. อย่าใช้เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น
6. ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
7. ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
8. หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง


[แก้ไข] หลังเกิดแผ่นดินไหว

1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้
3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง
4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟหรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
5. ตรวจสอบว่าแก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ
8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้
9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
10. อย่าแพร่ข่าวลือ

http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/goldenfish.asp

ปลาทอง เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและ ญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงต่อในยุโรป
เมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและญี่ปุ่นรับ
เป็นชาติแรกที่รู้จักวิธีการผสมพันธุ์ปลาทอง ซึ่งได้ทำกันมานานแล้วและมีการพัฒนามา
เรื่องได้ปลาทองลูกผสมที่น่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำ และสีขาว แม้กระทั้งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน

ดู ข้อมูลเพิ่มคลิก
ข้อมูลทั่วไป ข้อมูล ปลาทองทั่วไป
ดูรูปเพิ่มด้านล่างนะครับ
และมีข้อมูลปลาทองสายพันธ์ต่างๆอีกมากมาย
รันชู ปลาทองรันชู ออเรนดาหรืออเรนด้า ชูบังกิงฯลฯ

รูปปลาทองเกล็ดเงิน
ชนิดและสายพันธุ์ ชนิด ปลาทอง รูปปลาทองและสายพันธุ์
การเลี้ยงที่ถูกต้อง การ เลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง
โรคและวิธีการรักษา โรค ปลาทองและวิธีการรักษา
การเลือกซื้อ การ เพาะพันธุ์ปลาทอง
ร้านขายปลาีดีๆ ร้าน ขายปลาทองดีๆ
ปลา ทอง รูปปลาทองสวยๆ ดูกันอย่างไรครับ ...คลิกที่นี่

ปลา ทองพันธ์ุุชูบันกิง (Shubankin)
เป็นปลาทองมีเกล็ด แต่บางใสไม่ค่อยเห็น จึงเข้าใจว่าไม่มีเกล็ด เป็นพันธุ์ที่ีงดงาม
สดใสชวนมองมากพันธุ์หนึ่ง เพราะลำตัวมีจุดประหลา่ยสี
ปลา ทองพันธุ์โคเม็ท (Comet)
ปลาทองที่มีลักษณะธรรมดา มีความงามพอมควร ลำตัวค่อนข้างบอบบาง สีที่เห็นทั่วๆไป
คือ สีแดงเข้ม แต่ถ้าเป็นสีทองอร่ามทั้งตัวจะเป็นปลาหายาก และมีราคาแพง
ปลา ทองพันธุ์แฟนเทล (Fantail)
ปลาทองพันธุ์นี้ในเมืองไทยเราเรียกว่า "ปลาทองหางพัด" มีสีแดงลำตัวค่อนข้างยาว
ได้สัดส่วน ครีบหลังสูง และครีบต่างๆก็ยาวด้วย ที่ญี่ปุ่นจะมีสีแดงเข้มจัดกว่าของ
สหรัฐอเมริกาและยุโรป
รูปปลาทองเกล็ดแดง
http://www.saismon.com/Amedia5.asp

ปลาทอง พันธ์ุุเทเลสโคป (Telescope)
เป็นปลาทองพันธุ์นี้เีรียก pop eyed goldfish ชาวจีนเรีกยว่า dragon eyes เพราะตาโปนยื่นออกมา ส่วนชาวญี่ปุ่นเรีกยว่า aka demekin แปลว่า "ปลาตาโปนสีแดง"
ปลาทอง พันธุ์มัว(Moor)
ปลาทองพันธุ์อาจเรียก Black Moor ชาวญีปุ่นเรียก Kuro Demekin แปลว่า
"ตาโปนสีดำ" สำหรับเมืองไทยเป็นที่รู้จักในชื่อ ปลาทองพันธุ์ "เล่ห์" หรือ "รักเล่ห์"


ปลาทอง พันธุ์ตากลับ (Celestail)
ปลาทองพันธุ์นี้ญีปุ่นเรียกว่า "Shotengen" แปลว่า"ตามุ่งสวรรค์" ทั้งนี้เป็นเพราะตา
ที่โปนนั้นหงายกลับขึ้นข้างบน ส่วนในจีนในชื่อ "ดูฟ้าดูดาว" หรือ "มังกรมุ่งสรรค์"


ปลา ทองพันธุ์ุหัวสิงห์ (Lion Head)
ปลาทองพันธุ์นี้เรียกว่า Hooded Goldfish ในสหรัฐอเมริการู้จักในชื่อ Buffalo
head เพราะที่หัวจะมีก้อนเนื้อ (วุ่น) หุ้มอยู่คล้ายสวมหัวโขน ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่า
"Runchu" หมายถึง ก้อนเนื้อวุ้น ทุกลักษระถ้ามีวุ้นขนาดเกือบเท่ากันหมดทั้ง
หัวเรียกว่า " Shishigashra" แปลว่า "หัวสิงห์"


ปลาทอง พันธุ์ออ เรนด้า (Oranda)
ปลาทองพันธุ์นี้ไม่มีชื่อเรียกอื่นๆ ญี่ปุ่นเรีกยว่า "Orandn Shishigashira"
ปลาทองพันธุ์นี้เป็นปลาลำตัวค่อนข้างยาว หน้าไม่แหลมเหมือนปลาทองพันธุ์ริวกิ้น ครีบทุกครีบของออแรนด้าก็ค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวง มีความงามมาก


ปลาทองสวยๆ ดูกันอย่างไรครับ
ดูรูปทรงและความสมดุล

การดูรูปทรงความสมดุลของปลา ต้องดูถึงลักษณะรูปร่างและส่วนประกอบใน
สรีระต่างๆของปลา ซึ่งเมื่อมองจากทางด้านบนในขณะที่ปลา่กำลังว่ายน้ำให้เริ่ม
พิจารณาโดยรวมอีดครั้งว่าปลามีลักษระการว่ายน้ำสมดุลดีหรือไม่


ความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลา

จะต้องมองที่ความกว้างของลำตัวและจะต้องสังเกตโคนหางร่วมกันไปด้วยว่า
ลักษณะตัวปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วนก็จะต้องมีโคนหางที่ใหญ่แข็งแรงสมดุลกับ
ตัวปลาซึ่งเมื่อมองจากมุมด้านบนต้องสังเกตจากความกว้างของลำตัว
ซึ่งจะต้องมีความอ้วนหนา บึกบึนได้รูปและมีโคนหางที่ใหญ่แข็งแรง


การเรียงแถวของเกล็ดอละความสวยงามขิงสีสันลวดลาย

การเรียงแถวของเกล็ดนั้นควรมีลักษณะการ เรียงเป็นแนวเดียวกันไม่
กระจัดกระจายออกจากแถวเมื่อมองดูแล้วมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเนียนตา
ในส่วนของสีสันบนตัวปลาจะเป็นสีที่สดเข้มมองดูแล้วสะดุดตาไม่ว่าจะเป็นสีแดง
หรือสีขาวในส่วนของลวดลายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของมุมมองส่วนตัว
ซึ่งจะต้องใช้ศิลปะและประสบการณ์เข้ามาประกอบด้วยส่วนหนึ่ง


ปลาที่มีสง่าราศี

จะต้องใช้ประสบการณ์และชำนาญ ซึ่งเกิดจากการดูและสัมผัสปลามาพอสมควร
จึงจะบอกได้ว่าปลาตัวใดมีลักษณะเด่นหรือดูมีสง่างามกว่าอีกตัว กล่าวคือ
เป็นเรื่องนามธรรม ซึ่งการดูจะอาศัยการมองถึงลักษณะโดยรวมของปลาทั้งส่วนหัว
ลำตัวและหาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในการประกวดปลาบางตัวอาจจะมีครีบหางที่ไม่สวย
หรือครีบคดบางตัวสีไม่สดเหมือนอีกตัว แต่ยังได้อันดับดีกว่า ซึ่งทางกรรมการก็อาศัย
เกณฑ์การมองภาพรวมเช่นเดียวกัน


การว่ายน้ำของปลา

มีการเปรียบเปรยกัน ว่า" ปลาทองนั้นมีลีลาในการแหวกว่ายน้ำพลิ้วไหว
ดั่งชายกิโมโนของสาวญี่ปุ่นยามโบกสะบัด" ซึ่งหมายความว่า ในส่วนของ
ช่วงโคนหางหรืแที่เรียกว่าสะโพกของปลาในตอนที่ว่ายนั้นดูสวยงาม ดูปราดเปรียวและมีชีวิตชีวา




ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) คือ
โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล มีตารางเก็บข้อมูลและสร้างคิวรี่ได้
มีส่วนคอนโทลให้เรียกใช้ในรายงานและฟอร์มสร้างมาโครและโมดูล
ด้วยภาษาเบสิกเพื่อประมวลผลตามหลักภาษาโครงสร้าง หรือจะใช้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลให้โปรแกรมจากภายนอกเรียกใช้
ซึ่ง ง่ายสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องการเขียนโปรแกรมหรือ
ผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลมา
แล้วช่วยให้การพัฒนาระบบงานเสร็จได้ อย่างรวดเร็ว
 [ Home ]
คำอธิบายรายวิชา
กำหนดการจัดการเรียนรู้
แผนการสอน
ใบความรู้
แบบฝึกหัด
ตัวอย่างไฟล์งาน
ตัวอย่างข้อสอบ

http://kruchan.tanti.ac.th/excel/excelpics/excel.jpg